เอสซีบีเฟิร์สบุกกัมพูชา กรุยทางเจาะตลาดเออีซี
เอสซีบีเฟิร์สบุกกัมพูชา กรุยทางเจาะตลาดเออีซี
การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่นานนี้ จะทำให้ภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างกันของกลุ่มประเทศอาเซียน ลดเหลือ 0-5% ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายการค้า และการลงทุนมากขึ้น จึงเป็นเหตุให้หลายประเทศในภูมิภาคนี้ เป็นที่น่าสนใจของนักลงทุน โดยเฉพาะกัมพูชา เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่น่าจับตามอง เพราะกำลังอยู่ในช่วงที่พัฒนาประเทศ และพร้อมอ้าแขนรับการลงทุนจากทั่วโลก เห็นได้จากตัวเลขการเติบโตด้านเศรษฐกิจที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ประเมินไว้ว่าจีดีพีของกัมพูชาจะเติบโตเฉลี่ยถึง 7% ในอีก 5 ปีข้างหน้า ผนวกกับมาตรการจูงใจส่งเสริมการลงทุน และค่าจ้างแรงงานที่ต่ำ ทำให้นักลงทุนทั่วสารทิศหมายมั่นจะปักหมุดขยายการลงทุนมายังกัมพูชามากขึ้น และด้วยศักยภาพของกัมพูชาที่มิอาจมองข้ามได้ จึงทำให้ “ธนาคารไทยพาณิชย์” จัดเอ็กซ์คลูซีฟทริป พาลูกค้า “ เอสซีบีเฟิร์ส” เหินฟ้าสู่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เพื่อไปดูลู่ทางการค้าและการลงทุน รวมถึงพบปะกับนักธุรกิจท้องถิ่น และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ลงทุนกับนักลงทุนไทยที่ประสบความสำเร็จการทำธุรกิจในกัมพูชา โดย “ผกาฉัตร เตชาบูรพานนท์” ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายกลยุทธ์ลูกค้ามั่งคั่ง ธนาคารไทยพาณิชย์ เล่าให้ฟังว่า การจัดทริปครั้งนี้เพื่อให้ลูกค้าได้ต่อยอดทำธุรกิจ และให้ลูกค้ารู้จักตลาดกัมพูชามากขึ้น ตลอดจนได้เรียนรู้พฤติกรรมความต้องการของผู้บริโภคก่อนที่จะเข้ามาลงทุน และขยายตลาดจริง เพราะกัมพูชาถือว่าเป็นตลาดที่น่าลงทุน จากจำนวนประชากรที่มีอยู่ 15 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ มีสัดส่วนประมาณ 30% ที่เป็นคนหนุ่มสาวอายุ 20-39 ปี ขณะที่ประชากรผู้สูงอายุ มีสัดส่วนต่ำสุดในอาเซียนทำให้ในอีก 50 ปีข้างหน้า ถือว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคในกัมพูชายังมีสัดส่วนที่สูง แตกต่างจากไทยที่เริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น “ปีที่ผ่านมาได้จัดทริปพาลูกค้าไปดูตลาดที่เมียนมาได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี และมีลูกค้าบางรายสามารถขยายตลาดในเมียนมาทำให้ธนาคารขยายช่องทางการทำตลาดให้ลูกค้าที่กัมพูชา แต่ในปีหน้าจะไปที่ประเทศไหนนั้นต้องประเมินและศึกษากันอีกที เพราะการทำตลาดในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน เช่น อินโดนีเซียมีประชากร 100 ล้านคน ไม่เหมาะกับลูกค้าเอสเอ็มอี เพราะผู้ประกอบการที่เข้าไปทำตลาดส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่ง และแข่งขันสูงถ้าไม่เก่งจริงอยู่ไม่ได้ ซึ่งเหมาะกับลูกค้ารายใหญ่มากกว่า” ทางด้าน “อภิรดี สินสุขเพิ่ม” ผู้อำนวยการอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง สายธุรกิจต่างประเทศ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวเสริมว่า ธนาคารพร้อมให้บริการทางการเงินครบวงจรให้กับลูกค้าที่สนใจลงทุนในกัมพูชา และประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะที่กัมพูชามีธนาคารกัมพูชาพาณิชย์ ซึ่งไทยพาณิชย์ถือหุ้น 100% และให้บริการมายาวนานกว่า 20 ปี ที่สาขาพนมเปญ นอกจากนี้ยังมีสาขาในแหล่งสำคัญทางเศรษฐกิจที่ให้บริการลูกค้าอีก 3 แห่ง คือ พระตะบอง เสียมเรียบ และสีหนุวิลล่า ซึ่งให้บริการเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศ สินเชื่อ เงินโอนระหว่างประเทศ หนังสือค้ำประกัน และที่ปรึกษาด้านการเงินการลงทุน พร้อมทั้งมีตู้เอทีเอ็มให้บริการแก่ลูกค้า ซึ่งถือเป็นธนาคารแห่งแรกที่มีตู้เอทีเอ็ม และปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า มีแผนเปิดให้บริการอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งเพิ่มเติม เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในการทำธุรกรรม ภาพความน่าสนใจในการลงทุนในกัมพูชา ยังได้รับการยืนยันและขยายความเพิ่มขึ้น จากความเห็นของ “ณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร” เอกอัครราชทูตไทย ประจำราชอาณาจักรกัมพูชา ที่มองว่า ธุรกิจที่น่าสนใจลงทุนในกัมพูชา จะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง อุปโภคบริโภค ด้านการเกษตร การบริการ เช่น โรงแรม ท่องเที่ยว และด้านอาหาร เพราะตลาดกัมพูชายังมีอัตราการเติบโตเศรษฐกิจต่อเนื่อง และการเมืองที่มีเสถียรภาพ ทำให้กัมพูชาเป็นประเทศหนึ่งในอาเซียนที่นักลงทุนสนใจเข้ามาลงทุน ไม่ว่าจะเป็นจากจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ทั้งนี้ ที่ผ่านมา นักลงทุนจากจีนจะเข้าไปลงทุนด้านระบบโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนห้างสรรพสินค้าและคอนโดมิเนียม ส่วนนักลงทุนไทยที่เข้ามาลงทุนในกัมพูชา เช่น กลุ่มซีพี จะเข้าไปทำธุรกิจอาหาร และมีกลุ่มปูนซิเมนต์ไทย ขณะที่ “จีรนันท์ วงษ์มงคล” อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) ประจำกรุงพนมเปญ สหราชอาณาจักรกัมพูชา เล่าว่า ปัจจัยอ่อนไหวที่ต้องให้ความระมัดระวังต่อการเข้ามาทำการค้า คือ การปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดทั้งระบบธุรกิจการค้า หรือภาษีต่าง ๆ เพราะกัมพูชาเป็นประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายบ่อยครั้ง และต้นทุนการทำธุรกิจด้านสาธารณูปโภค เช่น ค่าไฟฟ้ามีอัตราสูง และสุดท้ายด้านภาษา ที่มองว่าผู้ประกอบการธุรกิจไทยอาจเสียเปรียบคู่แข่ง ซึ่งเห็นว่าไทยควรเรียนรู้ในภาษาประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น ฝั่งเอกชนอย่าง “จันทร์นภา สายสมร” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงลามินา ก็มองเช่นกันว่า ตลาดกัมพูชาเป็นตลาดที่มีศักยภาพ จากที่เคยมาสำรวจตลาดเมื่อ 10 ปีก่อน และปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก และตลาดก็เริ่มใหญ่ จึงสนใจที่จะเข้ามาขยายตลาดฟิล์มกรองแสงในกัมพูชา เพื่อรองรับการเปิดเออีซี จากที่ก่อนหน้านี้เข้าไปทำตลาดที่เมียนมาและลาว มาแล้ว นอกจากนี้ยังสนใจที่จะขยายตลาดไปยังเวียดนามและตลาดอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ด้วย ปิดท้ายที่ “อรอนงค์ เจริญจิตไพศาล” กรรมการผู้จัดการ บริษัทอรภัทร ฟู้ด ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมขบเคี้ยว ภายใต้แบรนด์ “ปูจ๋า” ก็ยอมรับว่า กำลังหาช่องทางขยายตลาดสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพราะปกติจะเน้นทำตลาดในประเทศ โดยเฉพาะต่างจังหวัดเป็นหลัก เนื่องจากตลาดเออีซีมีการเติบโตสูง และความต้องการสแน็คเพื่อสุขภาพมีมากขึ้น ประกอบกับบริษัทมีความต้องการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น จึงจำเป็นต้องขยายตลาด และเตรียมยกระดับผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานฮาลาล ขณะเดียวกันมีแผนปรับแพ็กเกจจิ้งสินค้าให้มีความทันสมัย เพื่อง่ายต่อการจดจำของลูกค้า การก่อกำเนิดของเออีซี ชัดเจนว่าเป็นหนึ่งในช่องทางการค้าการลงทุนที่จะสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยทั้งน้อยใหญ่ ขยับขยายสู่ตลาดที่กว้างขวางมากขึ้น ทำให้นักลงทุนที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นตลาดกัมพูชา หรือประเทศอื่น ๆ คงต้องทำการบ้านกันอย่างหนักมือ ศึกษาหาข้อมูลเตรียมความพร้อมกันอย่างเต็มที่ และกุญแจที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือการผสานพลังกันของทั้งภาครัฐ เอกชน และฝ่ายสนับสนุนอย่างสถาบันการเงินต่าง ๆ ให้มีเข็มทิศในการขับเคลื่อนไปในทางเดียวกัน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปักธงเป็นผู้ชนะในตลาดเออีซีให้ได้ในที่สุด...
ข้อมูลและรูปภาพ : http://www.dailynews.co.th/economic/332112 |
Comment
New!
ไลน์อัพงานสถาปนิก69
เตรียมพร้อมงานสถาปนิก 69
ASEAN Light + Design Expo 2025 ก้าวสู่อนาคตแสงสว่างและดีไซน์ ดึงผู้เชี่ยวชาญด้านแสงสว่าง ดีไซน์ และสมาร์ทลิฟวิ่งร่วมงานกว่า 5,000 ราย
สถาปนิก 68 ทบทวนทิศทาง Past Present Perfect
Popular
ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน
สินค้าส่งออกสำคัญ 10 อันดับแรกของไทย
การส่งกำลังโดยใช้สายพาน
ประเภทสกรูและน็อต อุตสาหกรรม





copyright © Tensho Co., Ltd.