จับตารัฐแก้กฎหมายล้มละลาย หวัง...ต่อลมหายใจเอสเอ็มอี

1.4K



จับตารัฐแก้กฎหมายล้มละลาย หวัง...ต่อลมหายใจเอสเอ็มอี

 

 

นับวันสถานการณ์ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยเริ่มส่อเค้าวิกฤติรุนแรงอย่างต่อเนื่องเห็นได้จากทุกโพลทุกผลสำรวจของสารพัดศูนย์วิจัยทั้งภาคเอกชน และหน่วยงานรัฐเองบ่งบอกชีพจรของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่นับวันหายใจแผ่วเบาลงเรื่อย ๆ สาเหตุใหญ่เกิดจากการเข้าถึงวงจรการเงินที่ติด ๆ ขัด ๆ ควานหาแหล่งเงินทุนแสนยากเย็นตอกย้ำด้วยข้อมูลของธนาคารโลกที่ระบุการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการไทยในปีนี้ หล่นไปอยู่ที่อันดับ 89 ของโลกจากปีก่อนอยู่ที่อันดับ 70

เมื่อเศรษฐกิจย่ำแย่ ส่งผลให้สถาบันการเงินต่างเข้มงวดรัดกุมในการปล่อยสินเชื่อให้กับบรรดาเอสเอ็มอีมากยิ่งขึ้นด้วยเหตุที่สัดส่วนหนี้ของลูกค้าเอสเอ็มอีโดยเฉพาะยอดหนี้คงค้าง 60-90 วัน นับวันยิ่งพุ่งขึ้นต่อเนื่องประกอบกับสัดส่วนหนี้ครัวเรือนทะยานสูงกว่า 82% ทำให้รัฐบาลและธนาคารแห่ง ประเทศไทย (ธปท.) สั่งทุกสถาบันการเงินระดมปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เร็วที่สุดไม่เช่นนั้นสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศจะยิ่งย่ำแย่เข้าไปอีกเพราะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีถือเป็นฐานรากที่ใหญ่สุดของประเทศมีจำนวนกว่า 2.78 ล้านรายคิดเป็น 98% ของผู้ประกอบการทั้งประเทศก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 11.7 ล้านคน คิดเป็น 80.4% ของการจ้างงานทั้งหมด

หาก...ผู้ประกอบการเอสเอ็มอียิ่งล้มหายตายจาก ก็เท่ากับว่าฐานรากของประเทศจะยิ่งสั่นคลอนไม่มั่นคงอาจส่งผลให้พังครืนทั้งระบบได้!

แบงก์ยังเข้มปล่อยสินเชื่อ

แม้สถาบันการเงินจะอ้อมแอ้มพยายามงัดสารพัดรูปแบบสินเชื่อ เจาะกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีออกมาแต่ในความเป็นจริงแล้ว... ขั้นตอนการปล่อยสินเชื่อ ยังมีขั้นตอนการตรวจสอบที่เข้มข้นเพราะสถาบันการเงินก็ต้องป้องกันตัวเองหากหลับหูหลับตาปล่อยสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน อาจทำให้สัดส่วนหนี้เสียยิ่งพุ่งมากขึ้นจนกระทบฐานะการเงินของตัวเอง ซ้ำร้ายลูกหนี้หลายแสนคนอยากลืมตาอ้าปากแต่ติดปัญหากลายเป็นบุคคลล้มละลายไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันจนไม่สามารถหาแหล่งเงินทุนมากอบกู้ธุรกิจได้

จากอุปสรรคเหล่านี้ ทำให้รัฐบาลเร่งเข็นพ.ร.บ.ล้มละลายฉบับใหม่ เปลี่ยนจากของเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ยุคพ.ศ.2483 เพื่อช่วยฟื้นฟูกิจการของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีโดยเฉพาะเพื่อให้ลูกหนี้มีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลให้ฟื้นฟูกิจการโดยมีเงื่อนไขหลักสำคัญที่ต้องเป็นหนี้ที่เกิดจากการทำธุรกิจเท่านั้น ซึ่งอาจเป็นกิจการที่ดำเนินการเพียงคนเดียว หรือรวมตัวกันเป็นธุรกิจ แต่ต้องมีวงเงินไม่น้อยกว่า 3 ล้านบาท แต่ถ้าเป็นบริษัทจำกัด ก็ต้องเป็นหนี้ที่มีจำนวน 10 ล้านบาท

แก้กฎหมายล้มละลายปลุกชีพ

สำหรับรายละเอียดในแผนฟื้นฟูกิจการลูกหนี้นั้นลูกหนี้ต้องชี้แจงเหตุผลรายละเอียดแห่งสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันต่าง ๆ ของลูกหนี้ หลักการและวิธีการฟื้นฟูกิจการรวมถึงแนวทางแก้ปัญหากรณีขาดสภาพคล่องระหว่างการปฏิบัติตามแผนที่สำคัญลูกหนี้ที่จะเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายนี้ต้องเป็นลูกหนี้ที่เป็นบุคคลธรรมดา คณะบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนสามัญ นิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัดที่ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอีและได้ขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

เพิ่มหลักประกันขอกู้

นอกจากนี้รัฐยังได้แก้อีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือ ปลดล็อกหลักประกันทางธุรกิจไม่ใช่มีเฉพาะบ้านที่ดิน รถยนต์เท่านั้น ต่อไปสามารถนำทรัพย์สินต่าง ๆ ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมาใช้เป็นหลักประกันเพิ่มเติมได้เบื้องต้นมี 5 ประเภทหลักได้แก่ กิจการ, สิทธิเรียกร้อง, ทรัพย์สินในการประกอบธุรกิจ เช่น เครื่องจักร สินค้าคงคลังหรือวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า, อสังหาริมทรัพย์ในกรณีที่ผู้ให้หลักประกันประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรงและทรัพย์สินอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยการทำสัญญาหลักประกันทางธุรกิจต้องจดทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ กำหนดสิทธิและหน้าที่ของผู้ให้หลักประกันและผู้รับหลักประกันไว้ชัดเจน เช่น ผู้ให้หลักประกันมีสิทธิครอบครองใช้สอยจำหน่าย จ่ายโอนทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันได้ ส่วนผู้รับหลักประกันก็มีสิทธิเข้าตรวจดูทรัพย์สินและบัญชีทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันได้

ส่วนขั้นตอนการออก พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจอยู่ระหว่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฯหากได้รับการอนุมัติแล้วยิ่งทำให้การขอสินเชื่อจากระบบปัจจุบันที่มีข้อจำกัดเรื่องการจำนองสามารถนำทรัพย์สินอื่น ๆ ในกิจการที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมาใช้เป็นหลักประกันได้มากขึ้นโดยไม่ต้องส่งมอบตัวทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันช่วยเพิ่มโอกาสการขอสินเชื่อได้มากขึ้นและช่วยสร้างความมั่นใจแก่เจ้าหนี้มากขึ้นแน่นอน

การที่รัฐบาลพยายามเข็นปรับ พ.ร.บ.ล้มละลายฯ ฉบับใหม่รวมทั้งเข็นร่าง พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจที่ภาคเอกชนรอมานานแสนนานครั้งนี้เป็นการชี้ให้เห็นแล้วว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับภาคเอสเอ็มอีอย่างแท้จริงตามที่ได้ประกาศเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งทางภาคเอกชนต่างก็ออกมาขานรับส่งเสียงเชียร์ที่รัฐเริ่มเจาะการช่วยเหลือลูกหนี้ที่อยากลืมตาอ้าปากอีกครั้งเพราะที่ผ่านมากว่าจะหลุดพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายแสนยากเข็ญทำให้ขาดโอกาสในการฟื้นฟูธุรกิจรวมทั้งหลักประกันธุรกิจที่ผู้ประกอบการหลายคนขนทั้งบ้านและที่ดินไปเป็นหลักประกันหมดแล้วแต่ยอดคำสั่งซื้อ สินค้าคงคลังหรือเครื่องจักรต่าง ๆ กลับต้องปล่อยไว้เปล่าประโยชน์ทั้งที่มีมูลค่าไม่แพ้กัน

เข้มต้องลงทะเบียน

แต่เวลานี้ใช่ว่าทุกอย่างจะโรยด้วยกลีบกุหลาบเพราะเงื่อนไขการรับความช่วยเหลือได้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องมาขึ้นทะเบียนกับ สสว. ประเด็นนี้เองกลายเป็นสิ่งวัดใจผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะยอมมาลงทะเบียนหรือไม่เพราะที่ผ่านมาเป็นที่รู้กันว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเกรงว่า ถ้ามาลงทะเบียนกับ สสว.แล้วอาจถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลังแม้ สสว.จะระบุชัดว่าไม่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบภาษีแต่ต้องการรับรู้ปัญหาที่แท้จริงเพื่อเข้าไปช่วยเหลือให้ตรงจุดรวมทั้งยังพร้อมช่วยเหลือแนะนำในการเขียนฟื้นฟูแผนธุรกิจอีกด้วยแต่ทางผู้ประกอบการก็ยังหวั่นใจอยู่ดีเห็นได้จากสถิติการเปิดลงทะเบียนที่ผ่านมายังเข้ามาจำนวนน้อยมาก

นับเป็นเรื่องท้าทายแรงจูงใจของรัฐบาลว่าจะสำเร็จผลหรือไม่เพราะหากงัดสารพัดมาตรการออกมาช่วยเหลือแล้วแต่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอียังแหยงในการเปิดเผยตัวตน ชอบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ถือ 2 บัญชีเช่นเดิม สิ่งที่รัฐระดมช่วยเหลือมาก็จะเปล่าประโยชน์ทันที.


จิตวดี เพ็งมาก

 

ข้อมูลและรูปภาพ : http://www.dailynews.co.th/economic/332726

sendLINE

Comment