เหตุระเบิดแยกราชประสงค์ ดับฝันท่องเที่ยวไทยหรือไม่?
เหตุระเบิดแยกราชประสงค์ ดับฝันท่องเที่ยวไทยหรือไม่?
สศช.ปรับลดอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยลงเหลือเพียง2.7-3.2%แต่ไม่ได้หมายความว่าไทยจะหมดหวังซะทีเดียว เพราะ สศช. มองว่าไทยยังมีกลไกบางอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวมาช่วยผยุง เป็นอีกครั้ง...ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ต้องปรับลดอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยลงเหลือเพียง 2.7-3.2% จากเดิมที่หมายมั่นปั้นมือจะผลักดันเศรษฐกิจให้เดินหน้าได้ที่ 3-4% ด้วยเพราะเศรษฐกิจโลกที่ระส่ำระสาย จนส่งผลกระทบมาถึงเศรษฐกิจไทย ตปท.เที่ยวไทย 30 ล้านคนแต่ไม่ได้หมายความว่าไทยจะหมดหวังซะทีเดียว เพราะ สศช. มองว่าไทย ยังมีกลไกบางอุตสาหกรรม ที่สามารถเข้ามาขับเคลื่อนช่วยเหลือเศรษฐกิจของประเทศให้ขยายตัวอยู่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐ การลงทุนของรัฐ ที่สำคัญ... ยังมีรายได้จากการท่องเที่ยวที่เข้ามาชดเชยรายได้จากการส่งออกที่หายไป จนประคับประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ โดยมั่นใจว่าตลอดทั้งปี 58 นี้ จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวไทยประมาณ 30 ล้านคนทีเดียว แต่...ความหวัง ความฝัน อันยิ่งใหญ่ ที่เชื่อว่าการท่องเที่ยวจะเข้ามาเป็นอัศวินม้าขาวช่วยเหลือประเทศไทยไว้ ก็ต้องเกิดอาการสั่นคลอน หลังเหตุการณ์ระเบิดที่ไม่คาดฝันได้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่แยกราชประสงค์ บริเวณฝั่งศาลพระพรหม แลนด์มาร์คสำคัญของกรุงเทพฯ ที่คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติจากทั่วสารทิศ และในเหตุการณ์นี้ ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ และ คนไทยในบริเวณนั้นเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บกันระนาว ระเบิดเป็นครั้งที่ 2เหตุระเบิดครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 ในย่านชอปปิ้งกลางกรุง ในปี 58 นี้ หลังจากที่เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ก็มีการลอบวางระเบิดที่ห้างพารากอน 2 ลูก แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถจับตัวคนร้ายได้ และก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าได้สร้างความปั่นป่วนทั้งด้านความมั่นคง และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว จากตัวเลขที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้รับรายงาน พบว่า มีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ทราบสัญชาติแล้ว เสียชีวิตถึง 7 ราย โดยเป็นนักท่องเที่ยวจีน 2 ราย ฮ่องกง 2 ราย มาเลเซีย 2 ราย และ สิงคโปร์ 1 ราย อีกทั้งยังมีอีก 8 รายที่เสียชีวิต แต่ภาครัฐยังไม่สามารถพิสูจน์สัญชาติได้โดยจากผลกระทบครั้งนี้ ส่งผลอย่างแน่นอนกับความเชื่อมั่น และกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวที่กำลังจะเดินทางมาเมืองไทย... สำหรับตัวเลขสถานการณ์การท่องเที่ยวไทย จากกรมการท่องเที่ยว ตั้งแต่ต้นปี จนถึงวันที่ 16 ส.ค.58 ไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวแล้วถึง 9 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.92% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีมูลค่า 6.7 แสนล้านบาท ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยว มีจำนวน 19.04 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 57 ประมาณ 31.28% จีนครองแชมป์เที่ยวไทยในขณะที่ตลาดหลักอย่างตลาดนักท่องเที่ยวจีน ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ตั้งแต่ ม.ค.-ก.ค. 58 มีจำนวน 4.78 ล้านคน เติบโตประมาณ 112% ส่วนมูลค่าของรายได้จากการท่องเที่ยวที่ชาวจีนเข้ามาใช้จ่ายในไทย ก็สูงถึง 2.29 แสนล้านบาท เติบโตกว่า 139% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากตัวเลขการเติบโตถึงเพียงนี้ เห็นได้ว่า นักท่องเที่ยวจีนให้ความสนใจกับการเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยมาก กระนั้นเมื่อเหตุการณ์ระเบิดครั้งใหญ่เกิดขึ้น และจำนวนผู้เสียชีวิต พบว่านักท่องเที่ยวจีนเป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งนี่เอง...ที่จะกลายเป็นชนวนสำคัญหรือไม่ ที่ทำให้แนวโน้มของนักท่องเที่ยวจีน ที่เดินทางมาไทยอาจชะลอตัว เพราะอย่างไรก็ตาม แม้จะรักและอยากมาท่องเที่ยวประเทศไทยมากเพียงใด สุดท้ายแล้วก็ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเองเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีเรื่องของค่าเงินหยวนและเศรษฐกิจของจีนที่ยังคงผันผวน ทั้งค่าเงิน และภาคการท่องเที่ยวในประเทศของไทยชะลอตัว เพราะประชาชนคนไทยไม่กล้าใช้จ่าย ทั้งคนรวยคนจน ท่องเที่ยวน้อยลง จนเป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศ คาดการณ์ว่า จะลดลงจากเป้าหมาย ที่ตั้งไว้จาก 8 แสนล้านบาท เหลือประมาณ 7.5 แสนล้านบาท ปีนี้รายได้ทางการท่องเที่ยวของไทยยังคงเป็นความหวังได้หรือไม่? ยืนรายได้ 2.2 ล้านล้าน บ.เจ้ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อย่าง “กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร” รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา บอกว่า ตอนนี้กระทรวงยังคงยืนยันเป้าหมายของรายได้จากการท่องเที่ยวของไทยไว้ที่ 2.2 ล้านล้านบาท แต่ยอมรับว่า รู้สึกหนักใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ที่ประกอบด้วย ภาครัฐ เอกชน มีความร่วมมือช่วยเหลือกัน เหตุการณ์ร้ายก็สามารถผ่านพ้นกันไปได้ เพราะที่ผ่านมาไทยก็มีสถานการณ์ทางการเมือง มีวิกฤติอยู่เรื่อย ๆ หลาย ๆ เรื่อง แต่นักท่องเที่ยวที่รับรู้สถานการณ์ก็ยังเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยอยู่ ไม่ได้มีจำนวนที่ลดลง ครั้งนี้จึงต้องขอเวลาสักระยะเพื่อประเมินสถานการณ์ของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรม ในขณะที่เอกชนอย่าง “ศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร” ที่ปรึกษาสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ยอมรับว่า จากเหตุการณ์ครั้งนี้ สื่อมวลชนในจีนได้เผยแพร่ข่าวออกไปทั่วประเทศทันที ทำให้มีการสอบถามและพูดคุยในกลุ่มเอเยนต์ที่เป็นคู่ค้า แต่ทั้งนี้ ไม่ห่วงกรุ๊ปทัวร์จากจีนมากนักเนื่องจากย่านดังกล่าวไม่ใช่จุดหมายท่องเที่ยวหลัก แต่ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือกลุ่มนักท่องเที่ยวฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเดินทางด้วยตัวเองรวมถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่เป็นเป้าหมายหลักที่ไทยกำลังพยายามส่งเสริมในขณะนี้ เนื่องจากย่านดังกล่าวเป็นแหล่งรวมของโรงแรมระดับ 5 ดาว ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์แล้วจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวแน่นอน คาดปรับเส้นทางเที่ยว“ขณะนี้ทัวร์จีนยังไม่ได้ตระหนกถึงขั้นยกเลิก แต่มีการสอบถามจากผู้ประกอบการเข้ามาบ้าง ซึ่งหลังจากนี้ โปรแกรมทัวร์ที่มีการไหว้พระพรหมเอราวัณ อาจต้องปรับงดหรือเลี่ยงเส้นทางนั้น และไปเที่ยวที่อื่นแทนไปก่อน” หากมองในแง่ดี เหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ แต่ประเทศไทย ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นที่ขึ้นชื่อ และเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ บวกกับปัจจัย ของสายการบินต่างๆ ที่กระจายเส้นทางออกสู่หัวเมืองหลักมากขึ้น อาจทำให้อย่างน้อย ก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่นเป็นตัวเลือกให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยวได้ เพราะหากดูประวัติศาสตร์ย้อนหลังกันมา เหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ไม่ใช่ครั้งแรก แต่เกิดเหตุมาหลายครั้ง ในระยะสั้นอาจตกใจ อาจตื่นกลัว แต่สุดท้ายแล้วแยกราชประสงค์ก็ยังเป็นจุดแลนด์มาร์คสำคัญของกรุงเทพฯ ที่ยังเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวสำคัญ อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างไม่มีอะไรแน่นอน สุดท้าย! คงหนีไม่พ้นว่าจากนี้ไป “รัฐบาลชุดใหม่” ที่เข้ามาจะหามาตรการใดเข้ามาเยียวยาเพื่อให้การท่องเที่ยวไทย ยังคงเป็น “พระเอก” หรือ “อัศวินม้าขาว” เพื่อกอบกู้เศรษฐกิจไทยต่อไป!!.
เอวิกานต์ บัวคง
|
Comment
New!
ไลน์อัพงานสถาปนิก69
เตรียมพร้อมงานสถาปนิก 69
ASEAN Light + Design Expo 2025 ก้าวสู่อนาคตแสงสว่างและดีไซน์ ดึงผู้เชี่ยวชาญด้านแสงสว่าง ดีไซน์ และสมาร์ทลิฟวิ่งร่วมงานกว่า 5,000 ราย
สถาปนิก 68 ทบทวนทิศทาง Past Present Perfect
Popular
ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน
สินค้าส่งออกสำคัญ 10 อันดับแรกของไทย
การส่งกำลังโดยใช้สายพาน
ประเภทสกรูและน็อต อุตสาหกรรม





copyright © Tensho Co., Ltd.