วัดฝีมือทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ ดันไทยเดินหน้าหรือติดหล่ม

1.7K



วัดฝีมือทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ ดันไทยเดินหน้าหรือติดหล่ม

 
วัดฝีมือทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ ดันไทยเดินหน้าหรือติดหล่ม
 

เริ่มจาก...งานของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ อย่าง “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ ที่แม้จะเกาะติดสถานการณ์และรู้เรื่องเป็นอย่างดีมาตั้งแต่ต้นรัฐบาลอยู่แล้วก็ตาม แต่การเข้ามาครั้งนี้กลายเป็นปัญหาหนักอก

ชัดเจนแล้ว!! กับ “ทีมงานเศรษฐกิจชุดใหม่” ของครม.ประยุทธ์ 3 ที่มี “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” เข้ามาเป็นแม่ทัพใหญ่ ท่ามกลางสารพัดปัญหาที่สะสาง ทั้งปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและปัญหาในประเทศที่ยังไปไม่ถึงไหน!

ดังนั้น...“ทีมเศรษฐกิจ เดลินิวส์ ”จึงรวบรวมการบ้านที่บรรดาทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ของบิ๊กตู่ ต้องเข้ามาสะสาง เพื่อประคองเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าได้ต่อไป


กู้ภาพลักษณ์กระตุ้นเชื่อมั่น

เริ่มจาก...งานของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ อย่าง “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ ที่แม้จะเกาะติดสถานการณ์และรู้เรื่องเป็นอย่างดีมาตั้งแต่ต้นรัฐบาลอยู่แล้วก็ตาม แต่การเข้ามาครั้งนี้กลายเป็นปัญหาหนักอก เพราะบรรดาเอกชน นักวิชาการ และกลุ่มการเมืองเก่า ต่างเรียกร้องให้รัฐบาลบิ๊กตู่ ออกมาตรการมากระตุ้นเศรษฐกิจโดยเร็ว โดยเฉพาะการอัดฉีดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจรากหญ้า ขณะที่คำว่า “นโยบายประชานิยม” ยังค้ำคออยู่ รวมไปถึงการกระตุกความเชื่อมั่นของคนทั้งโลกให้กลับมาเชื่อมั่นประเทศไทยเพิ่มขึ้น หลังจากเหตุระเบิดแยกราชประสงค์ ได้ทำลายความฝันของไทยที่ต้องการใช้รายได้จากท่องเที่ยวมาช่วยกู้วิกฤติเศรษฐกิจที่คงต้องอาศัยฝีมือล้วน ๆ


สานต่อนโยบายระยะยาว

เช่นเดียวกับการเร่งรัด การเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามเป้าหมาย เพราะถ้ายังปล่อยให้อืดเป็นเรือเกลือเหมือนปัจจุบัน ที่กำลังจะสิ้นปีงบประมาณในอีกเดือนเศษ ๆ เพราะตัวเลขล่าสุด ทุกส่วนราชการเบิกจ่ายต่ำกว่าเป้าหมาย 1.8% โดยเฉพาะงบลงทุนที่รัฐบาลเคี่ยวเข็ญมาตลอด กลับพลาดเป้าหมายถึง 24% และงานระยะยาวที่ต้องสานต่อ ทั้งการชดเชยรายได้ให้กับชาวนาที่ได้รับผลกระทบในช่วงหน้าแล้งที่ประเมินกันว่าจะมีพื้นที่ประมาณ 2 แสนไร่ การปั้นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนให้เสร็จเป็นรูปร่าง เพื่อหวังดูดเงินการค้าในพื้นที่ชายขอบประเทศ ช่วยทดแทนการส่งออกที่หดตัว การผลักดันนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจดิจิตอล รวมไปถึงการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา ที่เน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาแปรรูปสินค้าเดิม ๆ ของไทย ให้มีมูลค่าเพิ่ม เพื่อปรับโฉมไปสู่ฐานเศรษฐกิจใหม่ เพื่อหนีกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง


ปฏิรูปโครงสร้างภาษี

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว ถือเป็นเรื่องท้าทายไม่ใช่น้อย....สำหรับขุนคลังป้ายแดง อย่าง “อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” โดยเฉพาะการจัดเก็บรายได้และเบิกจ่ายงบประมาณ หน่วยงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ รวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างภาษีที่เป็นโจทย์ใหญ่ของการลดความเหลื่อมล้ำ ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนให้เหลือน้อยลง

ส่วนเรื่อง พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ก็ยังเป็นอีกงานสำคัญที่รอให้ขุนคลังคนใหม่เข้ามาผลักดันเข้าสู่ ครม.ให้ได้ รวมถึงการอุดช่องโหว่และการเพิ่มประสิทธิภาพ การจัดเก็บรายได้ โดยเฉพาะเรื่องของภาษีการรับโอน เพื่อให้สอดรับภาษีมรดกที่จะมีผลบังคับใช้ในต้นปี 59 เช่นเดียวกับ...ร่าง พ.ร.บ. ให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อล้างหนี้ของประเทศวงเงิน 730,000 ล้านบาท ตลอดจนมาตรการเศรษฐกิจระยะสั้น เพื่อดูแลปัญหาปากท้องชาวบ้าน ที่ต้องรอดูว่าเรื่องราวทั้งหมดจะเสร็จสมอารมณ์หมายหรือไม่?


เข็นส่งออกช่วยปากท้อง

แม้เรื่องของการจัดเก็บรายได้ของประเทศ เรื่องการสร้างความเป็นธรรมในระบบ เป็นเรื่องสำคัญ แต่ปัญหาใหญ่ของประเทศที่เกิดขึ้นเวลานี้เป็นเพราะรายได้จากการส่งออกที่ยังดิ่งลงเหว...รวมทั้งเรื่องของปัญหาปากท้องชาวบ้าน ที่กระทรวงพาณิชย์ เป็นแม่งานหลัก แม้ รมว. คนใหม่ อย่าง “อภิรดี ตันตราภรณ์” จะขยับระดับชั้นจาก รมช. ขึ้นมาเป็นเจ้ากระทรวง และมี รมช. หน้าใหม่อย่าง “สุวิทย์ เมษินทรีย์” เข้ามาช่วย ก็ต้องผจญขวากหนามใหญ่เช่นกัน โดยเฉพาะการฟื้นชีพการส่งออก จะใช้หลักการตลาดมาบริหารหรือกู้ชีพการส่งออกให้กลับมาขยายตัวเป็นบวกได้อย่างไร ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา ราคาน้ำมันที่ยังผงกหัวไม่ขึ้น

เช่นเดียวกับปัญหาค่าครองชีพ...ที่กลายเป็นหอกข้างแคร่ มาทุกรัฐบาล โดยเฉพาะรัฐบาลบิ๊กตู่ ที่ดูเหมือนว่ายังสอบไม่ผ่าน เพราะราคาสินค้ายังคงแพงขึ้น แม้รายได้ของชาวบ้านเพิ่มขึ้นบ้าง แต่เมื่อเทียบกับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นแล้วเทียบกันไม่ได้ แม้บรรดาเอกชน พ่อค้าแม่ค้า ยอมหั่นกำไร จัดโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ใจชาวบ้านนัก

ดังนั้น...งานหนักของรัฐมนตรีใหม่คงหนีไม่พ้นการขยายโอกาสทางการค้าจากเอฟทีเอให้เป็นรูปธรรมมากที่สุด รวมถึงมาตรการดูแลราคาสินค้าเกษตร ให้มีราคากระเตื้องขึ้นบ้าง เพราะ...อย่าลืมว่ากำลังซื้อภาคเกษตรมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นการบริโภค


คมนาคมสาง 3 การบ้าน

มาที่กระทรวงคมนาคม ก็เป็นอีก 3 งานช้างระดับประเทศที่รอ รมว. คมนาคมคนใหม่ แต่หน้าเก่าอย่าง “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” ที่เลื่อนชั้นจาก รมช. ขึ้นมาเป็น รมว. รวมถึีง รมช. ป้ายแดง “ออมสิน ชีวะพฤกษ์” เร่งเข้ามาสะสางอยู่ ไล่ตั้งแต่งานรากหญ้าไปถึงเวทีอินเตอร์...

ทั้งปัญหาค่าโดยสารรถสาธารณะ ที่ต้องเผชิญแรงกดดันว่าจะทำอย่างไรให้ ชาวบ้าน ผู้ประกอบการ และคนขับรถ ต้องอยู่ได้โดยเฉพาะการวัดใจ ขึ้นค่าแท็กซี่ระลอก 2 ในเดือน ต.ค. นี้ ว่าจะยอมขยับขึ้นสวนทางความรู้สึกชาวบ้านว่าน้ำมันกำลังลดลงหรือไม่ รวมถึงเรื่องโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนส่งขนาดใหญ่บก น้ำ ราง อากาศ กว่า 3.3 ล้านล้านบาท ที่ยังติดหล่มเกือบทุกโครงการ จนไม่สามารถอัดฉีดเงินเข้าระบบได้ตามแผน

ดังนั้น...จึงต้องขึ้นอยู่กับ รมว.คนใหม่ ที่ปัจจุบันยังควบตำแหน่งเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ที่เป็นมันสมองกลั่นกรองงานระดับชาติว่า จะใช้จังหวะนี้ผลักดันแผนลงทุนให้รวดเร็วทันใจได้เพียงใด ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าในเมือง รถไฟความเร็วสูงกับจีน และญี่ปุ่น และการขยายสนามบินสุวรรณภูมิ

และเรื่องที่ “ลืมกันไม่ได้” คือการแก้ปัญหามาตรฐานความปลอดภัยทางการบิน “ธงแดง” จากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอซีเอโอ) ที่ถึงวันนี้ยังวุ่น ๆ แบบ “ลิงแก้แห” ไม่ว่าจะเป็นการทบทวนการออกใบอนุญาตสายการบินที่เลื่อนแล้วเลื่อนอีก หรือการผ่าตัดโครงสร้างกรมการบินพลเรือนก็ไม่สะเด็ดน้ำเสียที ทำให้เป้าหมายที่ฉุดไทยให้หลุดธงแดงปลายปีนี้ยังมืดมน...


พลังงาน...เรื่องยาก

ขณะที่ในเรื่องของพลังงาน...ที่หลายฝ่ายมองว่า รมว.คนใหม่ “พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์” ที่มีบุคลิกใกล้เคียงกับเอ็นจีโอ ก็เป็นเรื่องที่ท้าทาย ทั้งการปรับโครงสร้างราคาเอ็นจีวี ที่ยังไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง รวมไปถึงการพิจารณาโครงสร้างราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91 ว่าจะมีการทำราคาให้เท่ากันเพื่อส่งเสริมให้ใช้เอทานอลมากขึ้น หรือจะมีการยกเลิกการใช้แก๊สโซฮอล์ประเภทใดประเภทหนึ่งออกไปหรือไม่

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการเปิดสัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 21 ที่หากปล่อยล่าช้าจะกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงาน รวมถึงโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ที่ยังถูกต่อต้านคัดค้าน หากไม่ชัดเจน จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงไฟฟ้าทางภาคใต้ได้


อุตฯ สานต่อแก้ พ.ร.บ. 3 ฉบับ

สุดท้าย...กระทรวงอุตสาหกรรมที่ “อรรชกา สีบุญเรือง” รมว. อุตสาหกรรมคนใหม่ ซึ่งถือเป็นลูกหม้อกระทรวงอุตฯ อยู่แล้วต้องสานต่อคือ การแก้ไข พ.ร.บ. โรงงาน, พ.ร.บ. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม, พ.ร.บ. แร่ ซึ่งบางฉบับอยู่ในขั้นตอนระหว่างการแก้ไข และบางฉบับอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รวมไปถึงเร่งแก้ปัญหามาตรการเหล็กไทย ที่กำลังถูกเหล็กจีนเข้ามาตีตลาด ซึ่งกำลังเป็นข้อพิพาทระหว่างผู้ประกอบการเหล็กไทยและเหล็กจีนว่าจะมาตรฐานอย่างไร และการปรับโครงสร้างอ้อยและน้ำตาลทรายต้องเร่งดำเนินการ ก่อนที่จะเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี

 

นี่...เป็นเพียงบางงานเท่านั้นที่รอการสะสาง ซึ่งแต่ละเรื่องแต่ละปัญหา...กำลังกลายเป็นความหวังของคนไทยทั้งประเทศที่จะพิสูจน์ฝีมือทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ว่าจะทำให้คนไทยทั้งประเทศ ’สมหวัง“ หรือไม่?.

 
วัดฝีมือทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ ดันไทยเดินหน้าหรือติดหล่ม
 

 

 

ทีมข่าวเศรษฐกิจ
เดลินิวส์

 

 

ข้อมูลและรูปภาพ : http://www.dailynews.co.th/economic/343415
รูปภาพ : http://www.posttoday.com/columnist/cartoonist/221549

sendLINE

Comment