เปิดเงื่อนไขสมาชิก กอช. ดันคนไทยมีเงินใช้หลังเกษียณ

1.8K



เปิดเงื่อนไขสมาชิก กอช. ดันคนไทยมีเงินใช้หลังเกษียณ

 
 

ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมประชากรสูงอายุและมีอัตราเพิ่มขึ้นแต่กลับสวนทางกับประชากรวัยเด็กและวัยแรงงานที่ลดลงเนื่องจากความก้าวหน้าทางการแพทย์

คึกคักกันทีเดียวกับนโยบาย “กองทุนการออมแห่งชาติ” หรือ กอช. ที่ “บิ๊กตู่” เป็นประธานเปิดตัวและทำหน้าที่รับสมัครสมาชิกคนแรกด้วยตัวเอง เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมเพราะเป็นการช่วยส่งเสริมให้ประชาชนที่ประกอบอาชีพอิสระและไม่เป็นสมาชิกของกองทุนเพื่อการชราภาพใด ๆ ให้ได้รับสมทบเงินจากรัฐหรือนายจ้างได้ออมเงินเพื่อใช้ในยามเกษียณโดยรัฐจะช่วยจ่ายสมทบให้ส่วนหนึ่งและเมื่อผู้ออมมีอายุครบ 60 ปี จะได้รับเงินบำนาญเป็นรายเดือนตลอดชีพซึ่งเป็นการสร้างหลักประกันให้กับชีวิตในอนาคตได้อย่างมั่นคง ที่ล่าสุดได้สมาชิกแล้วกว่า 153,835 ราย มูลค่าเงินออมที่ส่งเข้าระบบประมาณ 137 ล้านบาท

เรียกได้ว่านโยบายนี้ช่วยลดช่องว่างของคนในสังคมในส่วนที่เหลือกว่า 30 ล้านคนทั่วประเทศได้เป็นอย่างดีให้ได้รับสิทธิในการดูแลจากรัฐในยามที่ต้องพ้นจากวัยทำงานมีเงินเลี้ยงชีพทุกเดือนเพราะปัจจุบันความช่วยเหลือมีเพียงแค่เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 600-1,000 บาทซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพในยุคปัจจุบันแน่นอน


ไทยย่างเข้าสู่สังคมสูงอายุ

ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมประชากรสูงอายุและมีอัตราเพิ่มขึ้นแต่กลับสวนทางกับประชากรวัยเด็กและวัยแรงงานที่ลดลงเนื่องจากความก้าวหน้าทางการแพทย์และอัตราการเกิดลดลงซึ่งในปี 63 คาดว่าจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นโดยมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 15% หรือ 10.5 ล้านคน จากประชากรทั้งประเทศและจากข้อมูลสถิติในปี 55 มีแรงงานไทยจำนวน 24.6 ล้านคน เป็นแรงงานนอกระบบหรือคิดเป็น 62.6% ของกำลังแรงงานทั้งหมดจำนวน 39.3 ล้านคน เป็นแรงงานที่ไม่ได้รับเงินชดเชยจากการว่างงาน อุบัติเหตุ และเกษียณอายุ

นอกจากนี้ยังมีผู้สูงอายุไทยกว่าครึ่งหนึ่งราว 2 ล้านคน จากจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมดประมาณ 4 ล้านคน ที่มีรายได้เฉลี่ยอยู่ในช่วง 400-3,300 บาทต่อเดือน ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ (87%) พึ่งพิงรายได้จากบุตรหลานและมีผู้สูงอายุเพียง 10% ที่พึ่งพิงรายได้จากเบี้ยยังชีพเงินบำเหน็จบำนาญที่ได้จากการออมและการลงทุนเป็นหลัก ซึ่งสังคมต้องดูแลและรัฐต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลกลุ่มผู้สูงอายุในอนาคต


คุณสมบัติสมาชิก กอช.

สำหรับคุณสมบัติผู้มีสิทธิเป็นสมาชิก กอช. ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ที่ไม่ได้อยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญของรัฐ หรือกองทุนเอกชนที่มีนายจ้างจ่ายสมทบโดยเป็นผู้ที่มีอาชีพขับรถแท็กซี่ แม่บ้าน สถาปนิก แพทย์ ทนายความ ลูกจ้างรายวันหรือรายสัปดาห์ของบริษัทเอกชน ลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการที่ไม่ใช่ลูกจ้างรายเดือน ลูกจ้างชั่วคราวรัฐวิสาหกิจที่ไม่เข้าประกันสังคมนักการเมือง (ส.ส.) นักการเมืองท้องถิ่นได้แก่ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด สมาชิกสภาจังหวัด นายกเทศมนตรี สมาชิกสภาเทศมนตรี และนักเรียน นิสิต นักศึกษา ก็สามารถสมัครเข้า กอช.ได้

ทั้งนี้ภายใน 1 ปีแรกเมื่อ พ.ร.บ. การให้สิทธิเป็นสมาชิก กอช. มีผลบังคับใช้ผู้สมัครที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปมีสิทธิออมกับกองทุนต่อไปได้ 10 ปี นับจากวันที่เป็นสมาชิกซึ่งรวมถึงผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไปให้มีสิทธิสมัครและเป็นสมาชิกต่อไปได้ 10 ปีอีกด้วย แต่สมาชิกไม่จำเป็นต้องส่งเงินสะสมทุกเดือนและไม่จำเป็นต้องส่งเงินจำนวนเท่ากันทุกเดือน รวมถึงหากในปีใดไม่สามารถส่งเงินสะสมได้ กอช.จะยังคงสิทธิความเป็นสมาชิกไว้แต่รัฐก็จะไม่ส่งเงินสมทบให้


สัดส่วนเงินสมทบ

สัดส่วนเงินที่รัฐบาลจะจ่ายสมทบให้แก่สมาชิกตามระดับอายุของสมาชิกคือ อายุ 15-30 ปี รัฐจ่ายให้ 50% ของเงินสะสมแต่ไม่เกิน 600 บาทต่อปี อายุ 30-50 ปี รัฐจ่ายให้ 80% ของเงินสะสมแต่ต้องไม่เกิน 960 บาทต่อปี อายุมากกว่า 50 ปี แต่ไม่เกิน 60 ปี รัฐจะสมทบจ่ายให้ 100% ของเงินสะสมแต่ไม่เกิน 1,200 บาทต่อปี โดยเมื่อรวมกันแล้วไม่เกินกว่า 13,200 บาทต่อปี ซึ่งการกำหนดเพดานสมทบเงินสูงสุดแต่ละปีไว้นั้นก็เพื่อไม่ให้เกิดเป็นภาระทางการคลังของประเทศมากจนเกินไปนั่นเอง

ดังนั้นผู้ที่ออมเร็วและออมในอัตราสูงก็จะได้รับเงินบำนาญมากขึ้นตามสัดส่วนอาทิ ออมเดือนละ 1,000 บาท หากเริ่มตั้งแต่อายุ 15 ปี เมื่อเกษียณจะได้รับเงินบำนาญพร้อมเบี้ยยังชีพรวม 7,000 บาทต่อเดือนแต่หากเริ่มอายุ 30 ปี จะได้เงินบำนาญ 4,000 บาทส่วนผู้ที่มีเวลาหรือจำนวนเงินออมน้อยเช่น อายุ 50 ปี ออมเดือนละ 500 บาท เมื่ออายุ 60 ปี จะได้เพียง 421 บาท ถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานการครองชีพโดย กอช. จะใช้จ่ายเป็นเงินดำรงชีพแทนในอัตราเดือนละ 600 บาท เมื่อรวมกับเบี้ยยังชีพของรัฐบาลเดือนละ 600 บาท รวมรับเดือนละ 1,200 บาท ถือว่าเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระการดำรงชีพในวัยชราได้พอสมควร


แบงก์รัฐรับจัดการดูแล

อย่างไรก็ตามผู้ที่ต้องการออมเงินผ่าน กอช. สามารถสมัครและออมเงินได้ที่ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยจะมอบภารกิจการรับและจ่ายเงินทั้งหมดให้ธนาคารทั้ง 3 แห่งนี้รับเป็นช่องทางพิเศษเพื่อดูแลสมาชิก กอช. ซึ่งปัจจุบันธนาคารออมสินมีสาขาประมาณ 1,000 แห่งรวมกับสาขาของ ธ.ก.ส.และธนาคารกรุงไทยแล้ว กอช.จะมีช่องทางในการรับและจ่ายเงินไม่น้อยกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ อีกทั้งยังมีวิธีที่ง่ายคือใช้หลักฐานการสมัครเพียงแค่ “บัตรประชาชน” เท่านั้น

ขณะที่เงินกองทุนที่ได้ดังกล่าวจะนำไปลงทุนหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงไม่ต่ำกว่า 60% ของเงินกองทุนโดยมีคณะอนุกรรมการการลงทุนเป็นผู้ดูแลนโยบายการลงทุนอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังมีการค้ำประกันผลประโยชน์ที่ได้รับจากเงินต้นและดอกเบี้ยเงินฝากรัฐบาลค้ำประกันผลตอบแทนไม่ต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือนเฉลี่ยของธนาคารออมสิน ธ.ก.ส.และธนาคารพาณิชย์ใหญ่อีก 5 แห่งโดยปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 3.5% ต่อปี


ผลประโยชน์ที่สมาชิกได้รับ

ในส่วนของผลประโยชน์ที่สมาชิก กอช.จะได้รับนั้นถือเป็นสิทธิเฉพาะตัวไม่สามารถโอนได้ มี 2 กรณี คือกรณีที่สมาชิกสิ้นสมาชิกภาพเนื่องจากอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ จะได้รับบำนาญจากเงินสะสมเงินสมทบ และผลประโยชน์จากเงินดังกล่าวไปตลอดอายุขัยและคืนเงินให้กับผู้มีสิทธิรับผลประโยชน์หากยังมีเงินคงเหลืออยู่ในบัญชีของสมาชิกผู้นั้นและกรณีที่สมาชิกทุพพลภาพก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ สมาชิกจะขอรับเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสมทั้งหมดหรือบางส่วนจากกองทุนก็ได้โดยให้ขอรับได้เพียงครั้งเดียวส่วนเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจะจ่ายเป็นบำนาญให้สมาชิกเมื่ออายุครบ 60 ปีซึ่งในกรณีที่สมาชิกคงเงินไว้ในกองทุนทั้งหมดหรือบางส่วนจะนำเงินที่คงไว้นี้มาคำนวณจ่ายบำนาญด้วย

ขณะเดียวกันกรณีที่สมาชิกเปลี่ยนงานและทำให้สมาชิกได้รับความคุ้มครองหรือหลักประกันทางรายได้เพื่อการชราภาพตามกฎหมายอื่นที่มีรัฐหรือนายจ้างจ่ายสมทบเข้ากองทุนหรืออยู่ในระบบบำนาญใด ๆ สมาชิกสามารถคงเงินไว้ในกองทุนและคงการเป็นสมาชิกต่อไปโดยไม่ต้องจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนและรัฐไม่ต้องจ่ายเงินสมทบให้


การเข้าสู่สังคมสูงอายุในอนาคตเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากเพราะเศรษฐกิจในปัจจุบันการเป็นอยู่ก็ค่อนข้างลำบากยิ่งเป็นคนชราที่ไม่มีหลักพึ่งพิงยิ่งลำบากกว่า ดังนั้นควรจะมีการรองรับบุคคลกลุ่มนี้ให้ดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่เป็นภาระต่อสังคมอีก ซึ่งการออมเพื่อใช้ในวัยเกษียณจะช่วยให้คนชราสามารถเลี้ยงชีพด้วยตัวเองได้ไม่เป็นภาระลูกหลานและเป็นการสร้างคุณค่าต่อตนเองได้มากขึ้นด้วย.

 

วุฒิชัย มั่งคั่ง
เดลินิวส์

 


ข้อมูล : http://www.dailynews.co.th/economic/343635
รูปภาพ : http://money.sanook.com/307405/

 

sendLINE

Comment