ลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 20% ถาวร ครม. ให้แก้กฎหมาย ลดภาษีถาวรเริ่ม 1 ม.ค. 59 คลายกังวลภาคเอกชน ดูดนักลงทุนเข้าไทยเพิ่ม ลดภาษีนิติบุคคลให้เอสเอ็มอีกำไรตั้งแต่ 3 แสนบาทขึ้นไปเหลือ 10%
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบให้ปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล 20% เป็นการถาวร เพื่อสร้างความมั่นใจ และคลายความกังวลให้กับภาคธุรกิจ ที่เกรงกลัวว่า เดิมการลดภาษีดังกล่าว จะสิ้นสุดในปี 58 นี้ และต่ออาจต้องกลับไปจัดเก็บในอัตราเดิม 30% โดยเห็นว่า หากรัฐกลับไปจัดเก็บในอัตราเดิม แม้ว่าจะทำให้รายได้รัฐเพิ่มขึ้นปีละ 179,000 ล้านบาท แต่จะกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ จึงเสนอให้ปรับแก้กฎหมาย ด้วยการออกเป็นร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร กำหนดให้ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 20% เป็นการถาวร และให้เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 59 เป็นต้นไป
ทั้งนี้กระทรวงการคลังรายงานว่า ความจำเป็นของการออกกฎหมายฉบับนี้ เพราะที่ผ่านมากระทรวงการคลัง ได้มีมาตรการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ด้วยการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% ของกำไรสุทธิ เป็น 23% ในปี 55 และลดลงเหลือ 20% ในปี 56-58 โดยการเสนอให้ปรับลดเป็นการถาวรนี้ จะทำให้ผู้ประกอบการที่เป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไทย มีต้นทุนต่ำเพียงพอ ที่สามารถแข่งขันกับในตลาดโลกได้ และการปรับลดครั้งนี้ ก็เพื่อเป็นไปตามอัตราของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีน และมาเลเซีย ที่จัดเก็บ 25% เวียดนาม จัดเก็บ 22% และสิงคโปร์จัดเก็บ 17%
อย่างไรก็ตาม การปรับลดภาษีเงินได้ดังกล่าวลง ยังไม่มีผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 59 เนื่องจากการจัดทำงบประมาณ ได้คำนวณประมาณการรายได้ โดยใช้พื้นฐานการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล 20% ทำให้เกิดความต่อเนื่องของมาตรการและก่อให้เกิดความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผู้ประกอบการในการตัดสินใจที่จะเลือกไทยเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุน ซึ่งช่วยพัฒนาเศรษฐกิจด้านภาคการผลิตอย่างแท้จริง จนทำให้เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ขณะเดียวกัน ครม.ยังเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร โดยเป็นการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ทีกำไรสุทธิตั้งแต่ 300,001 บาท ขึ้นไป เหลือ 10% ของกำไรสุทธิ สำหรับรอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 ม.ค. 58 แต่ไม่เกินวันที่ 31 ธ.ค. 59 เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายการช่วยเหลือเอสเอ็มอีของรัฐบาลที่มีมติเมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา
นายสมคิด กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. ยังเห็นชอบให้ยกเว้นภาษีเงินได้ให้กับ 10 ธุรกิจเป้าหมาย ที่ประกอบธุรกิจที่จะร่วมลงทุน และใช้เทคโนโลยีที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กำหนดเป็นฐานในการออกแบบและพัฒนาเพื่อใช้ในกระบวนการผลิต และได้รับการรับรองจากสวทช. ซึ่งถือเป็นมาตรการหนึ่งในการสนับสนุนกิจการเงินร่วมลงทุน (เวนเจอร์ แคปปิตอล) ทั้ง อุตสาหกรรมด้านอาหารและการเกษตร การประหยัดพลังงาน การแพทย์ การท่องเที่ยวและบริการ สิ่งทอ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์
ทั้งนี้กิจการทั้งหมด 10 ประเภทที่ประกอบกิจการเงินร่วมลงทุนทรัสต์ที่ก่อตั้งขึ้นตามประกาศของกลต. รวมทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่ได้รับเงินปันผล หรือรายได้จากการโอนหุ้นจากบริษัทและทรัสต์ดังกล่าว จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด เป็นระยะเวลา 10 รอบระยะบัญชีต่อเนื่องกัน โดยเป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับกิจการเงินร่วมลงทุน แลสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ลงทุนในกิจการร่วมลงทุน “การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นการถาวรนี้ จะทำให้ภาคธุรกิจของไทยแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้าน และช่วยสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจ ส่วนเรื่องเวนเจอร์แคปปิตอล ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลทำมาตลอด ที่จะช่วยเหลือธุรกิจใหม่ และกลุ่มเอสเอ็มอี ที่มีปัญหาเงินทุนน้อย มีภาระหนี้สูง ให้สามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งต่างประเทศก็มีการทำเรื่องนี้กันไปแล้ว และจากนี้ไปยังได้หารือกับกระทรวงการคลัง ว่าต่อไปในอนาคตก็อยากให้บริษัทใหญ่ ๆ เข้ามาถือหุ้นในเอสเอ็มอีด้วย เพราะในหลายต่างประเทศมีการทำแบบนี้แล้ว ได้ช่วยกันทำให้เกิดความยั่งยืน แต่แนวทางนี้ยังต้องคุยกันก่อน” ข้อมูลและรูปภาพ : http://www.dailynews.co.th/economic/354191 |