จับเทรนด์อุตสาหกรรมโฆษณา 2016 สิ่งที่ทุกแบรนด์ต้องรู้
จับเทรนด์อุตสาหกรรมโฆษณา 2016 สิ่งที่ทุกแบรนด์ต้องรู้
ก่อนอื่นย้อนมองสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2015 พบว่า เป็นปีที่ผู้บริโภคยังมีความมั่นใจ โดยดัชนีอยู่ที่ 70% แม้จะลดลงจากช่วงต้นปี (กว่า 80%) แต่ถือว่ายังอยู่ในสถานการณ์ที่ดี และยังมีการใช้จ่ายอยู่ ขณะที่เม็ดเงินโฆษณามีการเติบโตขึ้น 4.5% เทียบกับ GDP ที่เติบโตขึ้น 2.9%ถือว่าอยู่ในระดับทรงตัว คือไม่ดีแต่ก็ไม่เลวร้าย โดย TV ยังคงเป็นสื่อหลักที่มีการใช้เงินโฆษณาประมาณ 69% แบ่งเป็น ทีวีอนาล็อก 47% ทีวีดิจิทัล 17% และ ทีวีเคเบิล/ดาวเทียม 5% รวมถึงการใช้เงินโฆษณาด้านดิจิทัลและออนไลน์ ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (DAAT ระบุว่า มีเม็ดเงินในสื่อดิจิทัลกว่า 9,900 ล้านบาท) การใช้เงินโฆษณาในบาง Advertiser อาจจะลดลงในสื่อเดิม เช่น ยูนิลีเวอร์, เอไอเอส แต่จะไปเพิ่มขึ้นในสื่อดิจิทัล ทำให้ภาพรวมการใช้เงินโฆษณาไม่ได้ลดง แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นแน่นอน คือ ด้วยโครงข่ายที่ครอบคลุม ทีวีจะไม่แยกดิจิทัลและอนาล็อก และการรับชมจะมีความหลากหลาย กระจายไปในทุกช่องมากขึ้น
ปัทมวรรณ สถาพร กรรมการผู้จัดการ ของ มายด์แชร์ กล่าวว่า ในปี 2016 จะเป็นปีแห่งความกระตือรือร้น, เชื่อมั่น และความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ และเทคโนโลยี โดย GDP ยังเติบโตอยู่ในระดับ 2-4% และเงินโฆษณาเติบโตที่ 3-6% ใกล้เคียงกับปี 2015 โดยกลุ่มที่มีการใช้เงินโฆษณาสูงยังอยู่ในกลุ่มเดิม เช่น ยานยนต์, สินค้าอุปโภคบริโภค, โทรคมนาคม และภาครัฐ สื่อกลุ่มทีวีดิจิทัลยังมาแรง รวมถึงสื่อดิจิทัล ที่จะมีเม็ดเงินทะลุ 1 หมื่นล้านบาทแน่นอน การมาถึงของเทคโนโลยีที่ต่อเนื่องมาตลอดหลายปี จะทำให้เห็นภาพของสื่อออฟไลน์จำนวนไม่น้อยปรับตัว จากเดิมที่เห็นสื่อสิ่งพิมพ์ขยับตัวไปอยู่ออนไลน์มากขึ้น ต่อไปจะเห็นกลุ่ม Out of Home (OOH) ก้าวเข้ามาสู่นิวมีเดียมากขึ้น มีความเป็นดิจิทัลมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ซึ่งแต่เดิมมีเกิดขึ้นมาบ้างแต่ไม่ดึงดูดใจผู้ชม แต่ต่อไปด้วยเทคโนโลยีที่ดีขึ้น จะมีการทำโฆษณาที่ตื่นตาตื่นใจมากขึ้น “ในต่างประเทศ สิ่งพิมพ์จำนวนไม่น้อยปิดตัว และย้ายไปอยู่บนอินเทอร์เน็ต แต่มีอยู่จำนวนหนึ่งที่ย้ายไปทำบนอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก แต่ยังทำรูปเล่มในลักษณะพรีเมี่ยม มีราคาสูง และน่าเก็บ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้คงอยู่” ปัทมวรรณ กล่าว
ในมุมมองของมายด์แชร์ มองเห็นเทรนด์ที่จะเกิดขึ้น 5 ประการที่แบรนด์ต่างๆ ต้องให้ความสำคัญ 1. Mobile Anywhere Anytime จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในไทย 96 ล้านราย เป็นสมาร์ทโฟน 48 ล้านราย มีแท็บเล็ต 4.7 ล้านราย และประเทศไทยเป็นประเทศที่คนติดโทรศัพท์มือถือมากที่สุดในโลก เฉลี่ยเกือบ 4 ชั่วโมงต่อวัน มีปริมาณการใช้อินเทอร์เน็ตสูงมาก โดยเฉพาะโซเชียลมีเดีย แบ่งเป็น Facebook 37 ล้านราย Line 34 ล้านราย Youtube 22 ล้านราย ส่วนที่น่าสนใจคือ Mobile ไม่ได้ทำให้ปริมาณการบริโภคสื่ออื่นลดลง แสดงว่าเกิด Multi-Screen เกิดขึ้นชัดเจน เช่น ดูทีวี พร้อมกับ สมาร์ทโฟน ไปพร้อมๆ กัน ดังนั้นในปี 2016 สมาร์ทโฟนจะมีความสำคัญมากขึ้นอีก แบรนด์ต่างๆ จะเข้าถึงผู้บริโภคผ่านทางสมาร์ทโฟน 2. More Connected จากการใช้งาน Mobile ทำให้ความต้องการเชื่อมต่อเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย การเชื่อมต่อหรือ Connected จะเกิดขึ้นตลอดเวลา และจะใช้การเชื่อมต่อเพื่อให้เกิดประโยชน์ในทางการตลาดอย่างเข้มข้นมากขึ้น ในต่างประเทศเกิดขึ้นแล้ว สื่อประเภท OOH ที่มีการตรวจจับข้อมูลจากสมาร์ทโฟน และนำเสนอโฆษณาที่ตรงกับความสนใจของผู้บริโภคมากขึ้น เช่น Nike เลือกเสนอโฆษณากับคนที่เดินผ่านหน้าร้านตามความสนใจ เช่น ฟุตบอล วิ่ง จักรยาน ฟิตเนส เป็นต้น
ด้วยความหลากหลายของสื่อต่างๆ ที่มี แต่การใช้งานที่มีได้จำกัด สุดท้ายผู้บริโภคจะคัดเลือกบริการที่จำเป็น และนำไปสู่การจับมือและควบรวมของสื่อ โดยความสนใจจะอยู่ในกลุ่มบริการ เช่น Shopping and Loyalty, Financial Services, News, Entertainment, Weather และ Gaming คาดการณ์กันว่าในสมาร์ทโฟนจะมีแอพพลิเคชั่นประมาณ 7-10 แอพเท่านั้นที่ถูกใช้งานประจำ เช่น กลุ่ม Facebook เช่น Facebook, IG, Messenger และ Whatsapp กลุ่ม Google เช่น Search, Gmail, Maps และ Youtube เป็นต้น เหล่านี้จะทำให้เกิด Big Data และสามารถทำ Targeting ได้ดียิ่งขึ้น 4. Personalized Experience จาก More Connected และการ Consolidated Platform ได้สร้างโอกาสทางการตลาดแบบเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เทคโนโลยีช่วยให้การวัดผล และทำ Re-Targeting ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งมีนวัตกรรมด้าน Internet of Things (IOTs) มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในหลายๆ สิ่งรอบตัว จะเกิดโฆษณาที่เป็นของเราโดยเฉพาะขึ้น ไม่ได้ตามติดเฉพาะบนโลกโซเชียลหรือออนไลน์ แต่จะตามไปทุกๆ แห่ง 5. Smart Data for Real-time ทั้ง 4 เทรนด์ก่อนหน้านี้ จะทำให้เกิด Big Data ที่จำเป็นต้องมีการ Analytics อย่างถูกต้อง เหมาะสมและรวดเร็ว เพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้แบบ Real-time นั่นคือ Smart Data
จากเทรนด์ดังกล่าว มายด์แชร์ ได้เปิดบริการใหม่ Loop Room เพื่อเป็นการใช้ประโยชน์จาก Smart Data อย่างมีประสิทธิภาพให้กับลูกค้าของมายด์แชร์ โดยเป็นการนำข้อมูล Fast Moving Data หรือข้อมูลที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น Search จาก Google หรือโซเชียลมีเดียต่างๆ มาวิเคราะห์ร่วมกับ Slow Moving Data หรือข้อมูลที่มีความเคลื่อนไหวช้า เช่น เม็ดเงินโฆษณา, ส่วนแบ่งการตลาด มาเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ และคาดการณ์อนาคต สามารถวัดผลและเฝ้าติดตามได้แบบ Real-time การทำงานสามารถทำได้ทั้งลักษณะ Re-active เช่น การเฝ้าระวังว่ามีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้าง และสามารถเข้าจัดการได้ทันทีเพื่อป้องกันผลที่อาจจะเกิดขึ้น หรือในลักษณะ Pro-active คือใช้ข้อมูลมากำหนดแคมเปญที่จะทำให้อนาคตให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย Loop Room สามารถวิเคราะห์และแสดงผลได้ภายใน 15 นาที จะทำให้ประเทศไทย เกิดการใช้งาน Statistic ในการทำงานมากขึ้น
ข้อมูลและรูปภาพ : http://www.marketingoops.com/reports/metrix/trend-advertising-2016/ |
Comment
New!
ไลน์อัพงานสถาปนิก69
เตรียมพร้อมงานสถาปนิก 69
ASEAN Light + Design Expo 2025 ก้าวสู่อนาคตแสงสว่างและดีไซน์ ดึงผู้เชี่ยวชาญด้านแสงสว่าง ดีไซน์ และสมาร์ทลิฟวิ่งร่วมงานกว่า 5,000 ราย
สถาปนิก 68 ทบทวนทิศทาง Past Present Perfect
Popular
ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน
สินค้าส่งออกสำคัญ 10 อันดับแรกของไทย
การส่งกำลังโดยใช้สายพาน
ประเภทสกรูและน็อต อุตสาหกรรม










copyright © Tensho Co., Ltd.